ดูดไขมันต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่ หรือ BMI เท่าไหร่จึงเหมาะสม ?

ดูดไขมันต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่ หรือ BMI เท่าไหร่จึงเหมาะสม?

หลายคนที่กำลังสนใจดูดไขมันมักมีคำถามว่า ต้องมีน้ำหนักกี่กิโลกรัมจึงจะสามารถดูดไขมันได้ หรือจำเป็นต้องมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง เอว ต้นขา หรือต้นแขน แม้จะพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว แต่บางส่วนของร่างกายยังมีไขมันสะสมอยู่

ความจริงแล้ว การดูดไขมันไม่มีเกณฑ์น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะความเหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งค่า BMI ตำแหน่งและปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง สุขภาพโดยรวม ความยืดหยุ่นของผิวหนัง และความเสี่ยงจากการผ่าตัด

นอกจากนี้ การดูดไขมันมีเป้าหมายหลักเพื่อปรับรูปร่างและลดไขมันเฉพาะจุด ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือเป็นวิธีรักษาโรคอ้วนโดยตรง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า BMI เท่าไหร่จึงเหมาะสมกับการดูดไขมัน ผู้ที่มีน้ำหนักมากสามารถทำได้หรือไม่ และควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการประเมินจากแพทย์

1. ดูดไขมันต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่ถึงจะทำได้?

ไม่มีน้ำหนักตัวขั้นต่ำหรือสูงสุดเพียงตัวเลขเดียวที่สามารถใช้ตัดสินได้ว่าทุกคนเหมาะสมกับการดูดไขมันหรือไม่

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม อาจมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องหรือต้นขาและต้องการปรับสัดส่วนเฉพาะจุด ขณะที่ผู้มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม อาจมีทั้งไขมันใต้ผิวหนัง ไขมันในช่องท้อง และปัจจัยสุขภาพอื่นที่ต้องประเมินเพิ่มเติม

ดังนั้น แทนที่จะพิจารณาเฉพาะน้ำหนักตัว ควรประเมินร่วมกับข้อมูลต่อไปนี้

  • ส่วนสูงและค่า BMI: ช่วยประเมินน้ำหนักเมื่อเทียบกับส่วนสูงในเบื้องต้น
  • ตำแหน่งไขมันสะสม: ไขมันอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณใด และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด
  • ความยืดหยุ่นของผิวหนัง: ผิวสามารถปรับตัวหลังนำไขมันออกได้มากน้อยเพียงใด
  • สุขภาพโดยรวม: มีโรคประจำตัวหรือปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการผ่าตัดหรือไม่
  • เป้าหมายในการรักษา: ต้องการลดไขมันเฉพาะจุดหรือคาดหวังให้ลดน้ำหนักจำนวนมาก

หากมีน้ำหนักเกินมากและต้องการลดน้ำหนักหลายกิโลกรัม การปรับพฤติกรรมหรือเข้ารับคำปรึกษาด้านการรักษาภาวะน้ำหนักเกินก่อน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า จากนั้นจึงประเมินการดูดไขมันเพื่อปรับสัดส่วนเมื่อสุขภาพและน้ำหนักมีความคงที่มากขึ้น

2. BMI เท่าไหร่ถึงดูดไขมันได้?

BMI หรือ Body Mass Index คือดัชนีมวลกายที่คำนวณจากน้ำหนักตัวและส่วนสูง ใช้ประเมินภาวะน้ำหนักเบื้องต้น แต่ไม่สามารถบอกปริมาณไขมันใต้ผิวหนังหรือใช้ยืนยันความปลอดภัยในการผ่าตัดได้ด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่ชาวเอเชีย มักใช้เกณฑ์ BMI ดังนี้

ค่า BMI (กก./ตร.ม.) การแปลผลตามเกณฑ์ที่ใช้ทั่วไปในผู้ใหญ่ชาวเอเชีย
น้อยกว่า 18.5 น้ำหนักน้อย
18.5–22.9 น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
23.0–24.9 น้ำหนักเกิน
25.0–29.9 โรคอ้วนระดับ 1 ตามเกณฑ์เอเชียที่ใช้กันทั่วไป
ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป โรคอ้วนระดับ 2 ตามเกณฑ์เอเชียที่ใช้กันทั่วไป

หมายเหตุ: เกณฑ์แบ่งระดับ BMI อาจแตกต่างกันตามแนวทางที่ใช้ และการแปลผลควรพิจารณาร่วมกับสุขภาพและองค์ประกอบของร่างกาย

แล้ว BMI เท่าไหร่จึงเหมาะกับการดูดไขมัน?

ไม่มีค่า BMI ค่าเดียวที่รับประกันว่าการดูดไขมันปลอดภัยหรือเหมาะสมกับทุกคน

ผู้ที่มี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเกินเล็กน้อยและมีไขมันสะสมเฉพาะจุด อาจเหมาะกับการเข้ารับการประเมินเพื่อดูดไขมัน หากมีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด

ส่วนผู้ที่มี BMI สูง ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดมากขึ้น โดยพิจารณาความเสี่ยงจากการผ่าตัด โรคประจำตัว ปริมาณไขมันที่ต้องการนำออก และความเหมาะสมของการระงับความรู้สึก

สิ่งสำคัญคือ BMI เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลประกอบการประเมิน ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติหรือปฏิเสธการดูดไขมันโดยอัตโนมัติ

3. วิธีคำนวณ BMI ก่อนดูดไขมัน

การคำนวณ BMI ทำได้โดยใช้สูตรต่อไปนี้

BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม และส่วนสูง 160 เซนติเมตร

  1. แปลงส่วนสูง 160 เซนติเมตร เป็น 1.60 เมตร
  2. นำส่วนสูงคูณตัวเอง: 1.60 × 1.60 = 2.56
  3. นำน้ำหนักหารด้วยผลลัพธ์: 60 ÷ 2.56 = 23.44

ดังนั้น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม และสูง 160 เซนติเมตร จะมี BMI ประมาณ 23.4 กก./ตร.ม. ซึ่งอยู่ในช่วงน้ำหนักเกินตามเกณฑ์เอเชียที่แสดงไว้ข้างต้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะทราบค่า BMI แล้ว ก็ยังต้องประเมินปัจจัยอื่นก่อนพิจารณาการดูดไขมัน เช่น ตำแหน่งไขมันสะสม ความยืดหยุ่นของผิวหนัง และสุขภาพโดยรวม

ตัวอย่าง BMI ของผู้ที่มีน้ำหนักต่างกัน

ส่วนสูง น้ำหนัก BMI โดยประมาณ
155 ซม. 50 กก. 20.8
160 ซม. 55 กก. 21.5
160 ซม. 65 กก. 25.4
165 ซม. 70 กก. 25.7
170 ซม. 80 กก. 27.7
175 ซม. 90 กก. 29.4

ตารางนี้ใช้แสดงตัวอย่างการคำนวณเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มี BMI ตามตัวเลขดังกล่าวจะสามารถดูดไขมันได้ทันที ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เป็นรายบุคคลก่อน

4. คนอ้วนหรือน้ำหนักเยอะ สามารถดูดไขมันได้ไหม?

ผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือมีภาวะอ้วนไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดูดไขมันได้ทุกคน แต่ควรประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่

  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจหรือไม่
  • มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือไม่
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่
  • มีไขมันสะสมใต้ผิวหนังมากน้อยเพียงใด
  • มีไขมันในช่องท้องมากหรือไม่
  • ต้องการนำไขมันออกจากกี่ตำแหน่ง และมีแผนการผ่าตัดอย่างไร

ผู้ที่มี BMI สูงอาจมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดและการระงับความรู้สึกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

แพทย์อาจแนะนำให้จัดการโรคประจำตัว ลดน้ำหนัก หรือปรับแผนการรักษาก่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัด

การมีน้ำหนักมากจึงไม่ใช่เหตุผลเดียวในการตัดสินความเหมาะสม แต่ก็ไม่ควรใช้การดูดไขมันเป็นทางลัดเพื่อแก้ปัญหาภาวะอ้วน

5. BMI ปกติ แต่มีพุงหรือต้นขาใหญ่ สามารถดูดไขมันได้ไหม?

ผู้ที่มี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติอาจมีไขมันสะสมเฉพาะจุดได้ เนื่องจากรูปร่างและการกระจายตัวของไขมันแตกต่างกันในแต่ละคน

ตัวอย่างบริเวณที่อาจพบไขมันสะสม ได้แก่

  • หน้าท้อง: มีไขมันใต้ผิวหนังสะสม แม้น้ำหนักตัวไม่มาก
  • เอวและสีข้าง: มีไขมันด้านข้างลำตัว ทำให้เห็นส่วนเว้าเอวไม่ชัด
  • ต้นขาด้านใน: ต้นขาเสียดสีกันหรือมีไขมันสะสมบริเวณด้านใน
  • ต้นขาด้านนอก: มีไขมันสะสมด้านข้าง ทำให้สัดส่วนช่วงสะโพกและต้นขาดูใหญ่
  • ต้นแขน: มีไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขน แม้รูปร่างโดยรวมค่อนข้างสมส่วน

หากไขมันดังกล่าวอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังและมีปริมาณเหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาการดูดไขมันเพื่อปรับสัดส่วนได้

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อ โครงสร้างกระดูก ผิวหนังหย่อนคล้อย หรือไขมันในช่องท้อง การดูดไขมันอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามที่คาดหวัง

การตรวจประเมินตำแหน่งไขมันจึงมีความสำคัญมากกว่าการพิจารณาน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

6. ก่อนดูดไขมันต้องลดน้ำหนักให้ได้ก่อนหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องลดน้ำหนักก่อนดูดไขมัน แต่การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและคงที่อาจช่วยให้การวางแผนรักษามีความชัดเจนขึ้น

กรณีที่อาจไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจำนวนมากก่อน

ผู้ที่มีน้ำหนักค่อนข้างคงที่ มีไขมันสะสมเฉพาะจุด และมีสุขภาพเหมาะสม อาจเข้ารับการประเมินเพื่อดูดไขมันได้โดยไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจำนวนมากก่อน

กรณีที่ควรพิจารณาจัดการน้ำหนักก่อน

ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาก มีไขมันสะสมหลายบริเวณ หรือคาดหวังให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อาจได้รับคำแนะนำให้ปรับน้ำหนักและดูแลสุขภาพก่อน

เหตุผลสำคัญ ได้แก่

  1. ช่วยให้แพทย์ประเมินสัดส่วนและปริมาณไขมันได้เหมาะสมขึ้น
  2. ช่วยลดความเสี่ยงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
  3. ช่วยให้วางแผนการปรับรูปร่างได้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว
  4. ลดโอกาสที่น้ำหนักจะเปลี่ยนแปลงมากหลังทำจนส่งผลต่อรูปร่าง

ทั้งนี้ ไม่ควรเร่งลดน้ำหนักด้วยวิธีหักโหมหรือใช้ยาลดน้ำหนักโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ และควรแจ้งแพทย์หากกำลังใช้ยาลดน้ำหนักหรือยาควบคุมน้ำหนักอยู่

7. ดูดไขมันช่วยลดน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม?

การดูดไขมันมีเป้าหมายหลักเพื่อปรับสัดส่วน ไม่ใช่การลดน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

หลังดูดไขมัน น้ำหนักตัวอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ควรใช้จำนวนกิโลกรัมที่ลดลงเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว เพราะความเปลี่ยนแปลงด้านรูปร่างและสัดส่วนอาจเห็นได้ชัดกว่าตัวเลขบนเครื่องชั่ง

นอกจากนี้ การดูดไขมันไม่ได้กำจัดไขมันในช่องท้องที่อยู่ลึกภายในช่องท้องและล้อมรอบอวัยวะภายใน ซึ่งแตกต่างจากไขมันใต้ผิวหนังที่สามารถดูดออกได้

หากเป้าหมายหลักคือการลดน้ำหนักจำนวนมากหรือรักษาภาวะอ้วน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม เช่น การปรับพฤติกรรม การดูแลด้านโภชนาการ และการรักษาทางการแพทย์ตามข้อบ่งชี้

8. หาก BMI สูง ควรดูดไขมันกี่ตำแหน่งจึงจะปลอดภัย?

จำนวนตำแหน่งที่สามารถดูดไขมันได้ไม่ควรตัดสินจาก BMI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาปริมาณไขมันที่นำออก ระยะเวลาผ่าตัด สุขภาพของผู้เข้ารับการรักษา และความเสี่ยงโดยรวม

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องการดูดไขมันหน้าท้อง เอว และต้นขาพร้อมกัน อาจต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดว่าการทำหลายบริเวณในครั้งเดียวเหมาะสมหรือไม่

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้แบ่งการรักษาเป็นหลายครั้งแทนการทำทุกตำแหน่งพร้อมกัน เพื่อให้เหมาะสมกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการฟื้นตัว

ก่อนตัดสินใจ ควรถามแพทย์ว่า

  • ปริมาณไขมันที่วางแผนจะนำออกเหมาะสมกับร่างกายหรือไม่?
  • การทำหลายตำแหน่งพร้อมกันเพิ่มความเสี่ยงอย่างไร?
  • จำเป็นต้องแบ่งทำเป็นหลายครั้งหรือไม่?
  • ต้องพักฟื้นนานเท่าใด และมีแผนติดตามผลอย่างไร?

ไม่ควรเลือกสถานพยาบาลจากการรับรองว่าจะดูดไขมันได้หลายตำแหน่งมากที่สุด แต่ควรเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสุขภาพและเป้าหมายของตนเอง

9. คนที่มี BMI สูงและผิวหย่อนคล้อย ควรดูดไขมันหรือผ่าตัดหนังหน้าท้อง?

ผู้ที่มีไขมันหน้าท้องร่วมกับผิวหนังหย่อนคล้อยอาจต้องพิจารณามากกว่าการดูดไขมันเพียงอย่างเดียว

การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับว่าปัญหาหลักเกิดจากไขมันใต้ผิวหนัง ผิวหนังส่วนเกิน กล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือไขมันในช่องท้อง

การดูดไขมัน เหมาะสำหรับการนำไขมันใต้ผิวหนังออกในผู้ที่ได้รับการประเมินว่าเหมาะสม แต่ไม่ได้ตัดผิวหนังส่วนเกินออก

การผ่าตัดหนังหน้าท้อง อาจเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินหรือหน้าท้องหย่อนคล้อยในระดับที่การดูดไขมันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ โดยแพทย์ต้องประเมินความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อน

สำหรับผู้ที่มีไขมันในช่องท้องมาก การดูดไขมันไม่สามารถนำไขมันส่วนนี้ออกได้โดยตรง จึงอาจต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพโดยรวมก่อน

การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ทราบว่าปัญหาหลักคืออะไร และควรเลือกวิธีรักษาแบบใดจึงจะตอบโจทย์ได้เหมาะสมกว่า

10. ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการประเมินดูดไขมัน?

ก่อนเข้าพบแพทย์ ควรเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและเป้าหมายการรักษา เพื่อให้แพทย์ประเมินได้อย่างรอบด้าน

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนปรึกษาแพทย์

  • ทราบน้ำหนักตัวและส่วนสูงปัจจุบัน
  • แจ้งโรคประจำตัวและประวัติการผ่าตัด
  • แจ้งยาที่รับประทานเป็นประจำ รวมถึงอาหารเสริมและสมุนไพร
  • แจ้งประวัติแพ้ยาและปัญหาที่เคยเกิดจากการระงับความรู้สึก
  • แจ้งประวัติการสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์นิโคติน
  • ระบุบริเวณที่ต้องการปรับสัดส่วน
  • แจ้งเป้าหมายที่ต้องการและประวัติการลดน้ำหนักที่ผ่านมา

แพทย์อาจตรวจร่างกายและพิจารณาตรวจสุขภาพเพิ่มเติมตามอายุ โรคประจำตัว และแผนการผ่าตัด

หากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคประจำตัว ไม่ควรปกปิดข้อมูลเพื่อให้ได้รับการผ่าตัด เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนรักษาและความปลอดภัย

สรุป: ดูดไขมันต้องมีน้ำหนักเท่าไหร่ BMI เท่าไหร่จึงเหมาะสม?

การดูดไขมันไม่มีเกณฑ์น้ำหนักตัวหรือค่า BMI เพียงตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินความเหมาะสมได้กับทุกคน แม้ผู้ที่มี BMI ปกติก็อาจมีไขมันสะสมเฉพาะจุด ขณะที่ผู้มี BMI สูงอาจต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขเกิดจากไขมันใต้ผิวหนัง ผิวหนังหย่อนคล้อย กล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือไขมันในช่องท้อง เพราะแต่ละปัญหาอาจต้องใช้แนวทางรักษาที่แตกต่างกัน

บทความอื่นๆ

WINDS Hospital

ตัดหนังหน้าท้องกับการดูดไขมัน VASER ต่างกันอย่างไร?

หน้าท้องเป็นบริเวณที่หลายคนกังวลเรื่องไขมันสะสมและผิวหนังหย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังคลอดบุตร หลังลดน้ำหนัก หรือเมื่ออายุมากขึ้น

Read More »