ช่องคลอดหลวมเกิดจากอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน

ช่องคลอดหลวมเกิดจากอะไร? เป็นคำถามที่ผู้หญิงหลายคนสงสัย โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอด ผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หรือผู้ที่รู้สึกว่าความกระชับบริเวณจุดซ่อนเร้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บางคนอาจสังเกตว่ามีความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ลดลง มีลมออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอด

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่าช่องคลอดหลวมไม่ได้หมายความว่าช่องคลอดมีความผิดปกติเสมอไป และไม่สามารถใช้ประสบการณ์ทางเพศหรือจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เป็นตัวชี้วัดความกระชับของช่องคลอดได้โดยตรง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ช่องคลอดหลวมเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร สามารถดูแลให้กระชับขึ้นได้หรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถเลือกแนวทางดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นได้อย่างเหมาะสม

ช่องคลอดหลวมคืออะไร?

ช่องคลอดหลวมเป็นคำที่ใช้เรียกความรู้สึกว่าช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอดมีความกระชับลดลงเมื่อเทียบกับเดิม แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคที่มีเกณฑ์เดียวสำหรับทุกคน

ช่องคลอดเป็นอวัยวะที่มีความยืดหยุ่น สามารถขยายตัวและกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ในระดับหนึ่งตามธรรมชาติ ส่วนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีหน้าที่ช่วยพยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน รวมถึงช่วยควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ

เมื่อกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณนี้อ่อนแรงหรือได้รับความเสียหาย ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกว่าช่องคลอดไม่กระชับเหมือนเดิม หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะเล็ด รู้สึกหนักบริเวณช่องคลอด หรือมีก้อนนูนบริเวณปากช่องคลอด

ทั้งนี้ ความรู้สึกไม่กระชับอาจเกิดจากหลายปัจจัย และบางคนอาจมีอาการคล้ายกันแต่มีสาเหตุแตกต่างกัน จึงควรประเมินจากอาการและสุขภาพของแต่ละบุคคล

ช่องคลอดหลวมเกิดจากอะไร? รวม 7 สาเหตุที่ควรรู้

1. การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร

การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอด

ระหว่างตั้งครรภ์ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานต้องรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ส่วนการคลอดทางช่องคลอดอาจทำให้กล้ามเนื้อยืดตัวมาก รวมถึงเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณฝีเย็บได้

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ได้แก่

  • การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรหลายครั้ง
  • การคลอดโดยใช้คีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศ
  • การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณฝีเย็บ
  • การคลอดที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้รับแรงยืดหรือแรงกดมาก

หลังคลอด ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกว่าช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ร่างกายยังสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละคน

แนวทางดูแล: ควรให้เวลาร่างกายฟื้นตัวหลังคลอด และปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกราน หากรู้สึกไม่กระชับ มีปัสสาวะเล็ด หรือมีอาการผิดปกติอย่างต่อเนื่อง

2. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ส่วนปลาย รวมถึงมีส่วนช่วยในการทำงานของช่องคลอด

เมื่อกล้ามเนื้อกลุ่มนี้อ่อนแรง การพยุงอวัยวะและการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้ออาจลดลง ทำให้บางคนรู้สึกว่าช่องคลอดไม่กระชับเหมือนเดิม

สัญญาณที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่

  • ปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หรือออกกำลังกาย
  • รู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ควบคุมการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดได้ยาก
  • รู้สึกไม่มั่นใจขณะมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ทำงานผิดปกติไม่ได้มีเฉพาะภาวะอ่อนแรงเท่านั้น บางคนอาจมีกล้ามเนื้อตึงตัวมากเกินไปหรือคลายกล้ามเนื้อได้ไม่ดี จึงไม่ควรฝึกขมิบอย่างหนักโดยไม่ประเมินอาการ

แนวทางดูแล: อาจพิจารณาการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือ Pelvic Floor Muscle Training โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสามารถในการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อก่อน เพื่อเลือกวิธีฝึกให้เหมาะสม

3. อายุที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอาจเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด

อาการที่พบได้ เช่น

  • ช่องคลอดแห้ง
  • ระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น
  • เจ็บหรือไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์
  • เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อย่างไรก็ตาม ช่องคลอดแห้งและความรู้สึกไม่กระชับเป็นคนละปัญหากัน แม้อาจเกิดร่วมกันได้ การมีอาการช่องคลอดแห้งจึงไม่ได้หมายความว่าช่องคลอดหลวมเสมอไป

แนวทางดูแล: หากมีอาการแห้งหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและพิจารณาวิธีดูแล เช่น การใช้สารหล่อลื่นหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนเฉพาะที่เมื่อมีข้อบ่งชี้และเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน

4. ท้องผูกเรื้อรังและการเบ่งถ่ายเป็นประจำ

การเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง อาจเพิ่มแรงดันภายในช่องท้องและส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้

หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น การตั้งครรภ์ หรือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงอยู่เดิม ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการพยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

แนวทางดูแล

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยอย่างเพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับสุขภาพ
  • เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอย่างรุนแรง
  • เข้ารับการประเมินหากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง

การดูแลระบบขับถ่ายเป็นส่วนหนึ่งของการลดแรงกดต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แต่ไม่ได้ทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้นโดยตรงในทุกกรณี

5. น้ำหนักตัวมากและการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจเพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยร่วม เช่น ท้องผูกเรื้อรังหรืออาการไอเรื้อรัง

แรงกดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจมีส่วนทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรือภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนในบางคน

แนวทางดูแล: ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพ ออกกำลังกายตามความพร้อม และดูแลโรคหรืออาการที่ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องเป็นประจำ

6. การผ่าตัดหรือการบาดเจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน

การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณอุ้งเชิงกราน รวมถึงประวัติการผ่าตัดบางชนิด อาจส่งผลต่อการพยุงอวัยวะและการทำงานของกล้ามเนื้อได้

ในบางกรณี ผู้หญิงอาจมีแผลเป็นหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อบริเวณฝีเย็บหลังคลอด ซึ่งส่งผลให้รู้สึกไม่สบายหรือมีความเปลี่ยนแปลงขณะมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทุกชนิดไม่ได้ทำให้ช่องคลอดหลวม และอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย

แนวทางดูแล: ควรแจ้งประวัติการคลอด การผ่าตัด และอาการที่เกิดขึ้นให้แพทย์ทราบ เพื่อช่วยประเมินว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ แผลเป็น หรือสาเหตุอื่นหรือไม่

7. ภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

ภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse) เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่พยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานไม่สามารถรองรับอวัยวะได้อย่างเหมาะสม ทำให้อวัยวะบางส่วนเคลื่อนต่ำลงหรือยื่นเข้ามาในช่องคลอด

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • รู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณช่องคลอด
  • รู้สึกเหมือนมีบางอย่างยื่นหรือนูนออกมาจากช่องคลอด
  • ปัสสาวะลำบากหรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • มีอาการไม่สบายขณะยืนหรือทำกิจกรรมบางอย่าง

ภาวะนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกับช่องคลอดหลวมทั่วไป แม้บางคนอาจรู้สึกไม่กระชับร่วมด้วยก็ตาม

แนวทางดูแล: หากสงสัยว่ามีอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจประเมินระดับความรุนแรงและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม

ช่องคลอดหลวมมีอาการอย่างไร? เช็กสัญญาณที่ควรสังเกต

ความรู้สึกเกี่ยวกับความกระชับของช่องคลอดแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่สามารถใช้เพียงอาการเดียวในการวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตาม หากมีความเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้ ควรสังเกตและประเมินสุขภาพอุ้งเชิงกรานเพิ่มเติม

  1. รู้สึกว่าความกระชับลดลงจากเดิม โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรหรือเมื่ออายุมากขึ้น
  2. ความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ความชุ่มชื้น หรือปัจจัยด้านอื่น
  3. มีลมออกจากช่องคลอด โดยเฉพาะขณะเปลี่ยนท่าหรือออกกำลังกาย ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีความผิดปกติเสมอไป
  4. ปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หรือออกกำลังกาย อาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
  5. รู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณช่องคลอด โดยเฉพาะเมื่อยืนเป็นเวลานาน
  6. รู้สึกมีก้อนนูนบริเวณปากช่องคลอด ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

หากมีอาการปวดมาก เลือดออกผิดปกติ มีไข้ร่วมกับอาการปวดหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว

ช่องคลอดหลวมแก้ไขได้ไหม? รวม 5 แนวทางดูแล

การแก้ไขปัญหาช่องคลอดหลวมควรเริ่มจากการประเมินสาเหตุ เพราะบางคนมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ขณะที่บางคนมีภาวะช่องคลอดแห้ง แผลเป็น หรืออวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน วิธีรักษาจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

1. ฝึกขมิบช่องคลอดด้วยท่า Kegel

การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือ Kegel Exercise เป็นหนึ่งในวิธีดูแลที่อาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดในผู้หญิงบางกลุ่ม

วิธีฝึกเบื้องต้น

  1. เลือกท่านอนหรือนั่งในท่าที่สบาย
  2. ลองเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดและรอบทวารหนักคล้ายกับการกลั้นลมหรือปัสสาวะ
  3. เกร็งค้างประมาณ 3 วินาที โดยไม่กลั้นหายใจ
  4. คลายกล้ามเนื้อให้เต็มที่ประมาณ 3 วินาที
  5. ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง หากไม่รู้สึกเจ็บหรือไม่สบาย

เมื่อเริ่มฝึกได้ดีแล้ว สามารถค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาเกร็งตามความสามารถของกล้ามเนื้อ

ข้อควรระวัง: ไม่ควรฝึกโดยหยุดปัสสาวะกลางสายเป็นประจำ และไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อตลอดเวลา เพราะการคลายกล้ามเนื้อก็สำคัญเช่นกัน หากฝึกแล้วเจ็บหรือมีอาการมากขึ้น ควรหยุดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การฝึกอย่างสม่ำเสมออาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนจึงเริ่มเห็นผล และเหมาะกับปัญหาบางประเภทมากกว่าปัญหาอื่น

2. กายภาพบำบัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าขมิบถูกวิธีหรือไม่ หรือมีอาการปัสสาวะเล็ด รู้สึกหนักบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ การทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความแข็งแรง ความทนทาน และความสามารถในการเกร็งหรือคลายกล้ามเนื้อ ก่อนออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ข้อดีของแนวทางนี้คือช่วยให้ทราบว่ากล้ามเนื้ออ่อนแรงจริงหรือไม่ และควรฝึกแบบใด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการซับซ้อนหรือฝึกด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้น

3. ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การดูแลสุขภาพโดยรวมสามารถช่วยลดปัจจัยที่เพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกรานได้ เช่น

  • ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับเหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยและป้องกันอาการท้องผูก
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอย่างรุนแรง
  • รักษาอาการไอเรื้อรังตามคำแนะนำของแพทย์
  • ออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกาย
  • ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

การปรับพฤติกรรมไม่ใช่วิธีที่ทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้นทันที แต่มีส่วนช่วยดูแลการทำงานของกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงของปัญหาอุ้งเชิงกรานบางชนิด

4. การรักษาด้วยหัตถการหรือเทคโนโลยีทางการแพทย์

ปัจจุบันมีการนำเสนอหัตถการหลายประเภทเพื่อดูแลปัญหาความกระชับบริเวณช่องคลอด เช่น การใช้พลังงานจากอุปกรณ์บางชนิด

อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และหลักฐานด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยแตกต่างกันตามชนิดของอุปกรณ์ ข้อบ่งชี้ และลักษณะปัญหา

ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ อธิบายประโยชน์ที่คาดหวัง ความเสี่ยง ผลข้างเคียง และทางเลือกอื่นก่อนตัดสินใจ ไม่ควรเชื่อคำโฆษณาที่รับประกันผลถาวรหรือรับรองว่าจะทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้นในทุกกรณี

5. การผ่าตัดรีแพร์หรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอด

การผ่าตัดรีแพร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม เช่น มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดหรือฝีเย็บบางประเภท และต้องการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกว่าช่องคลอดหลวมจะจำเป็นต้องผ่าตัด การเลือกผ่าตัดควรพิจารณาจากการตรวจร่างกาย ประวัติการคลอด อาการที่เกิดขึ้น ความต้องการของผู้รับบริการ และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

ก่อนตัดสินใจควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับ

  • ตำแหน่งและลักษณะของเนื้อเยื่อที่ต้องการแก้ไข
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวังและข้อจำกัดของการผ่าตัด
  • ระยะเวลาพักฟื้นและการดูแลแผล
  • ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลือดออก แผลเป็น หรือความเจ็บปวด
  • ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือความรู้สึกเปลี่ยนแปลงหลังผ่าตัด
  • ทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดและความเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง

การผ่าตัดควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้และผ่านการประเมินจากแพทย์แล้ว ไม่ควรเลือกวิธีรักษาเพียงเพราะต้องการให้ช่องคลอดแคบที่สุด

ช่องคลอดหลวมหลังคลอด ควรเริ่มดูแลเมื่อไหร่?

หลังคลอด ร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน

ผู้หญิงบางคนอาจเริ่มฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างอ่อนโยนได้หลังคลอดเมื่อมีความพร้อม แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลฝีเย็บ แผลผ่าตัด หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการประเมิน

  • ปัสสาวะเล็ดอย่างต่อเนื่อง
  • รู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณช่องคลอด
  • มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หลังร่างกายฟื้นตัวแล้ว
  • รู้สึกว่ามีก้อนนูนบริเวณปากช่องคลอด
  • มีปัญหาควบคุมการขับถ่าย

ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงจึงค่อยพบแพทย์ การตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น

ช่องคลอดหลวมกับช่องคลอดแห้ง ต่างกันอย่างไร?

แม้ทั้งสองภาวะอาจทำให้รู้สึกไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่มีสาเหตุและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน

ประเด็น ความรู้สึกว่าช่องคลอดหลวม ช่องคลอดแห้ง
ลักษณะสำคัญ รู้สึกว่าความกระชับลดลงจากเดิม มีความชุ่มชื้นลดลงหรือรู้สึกแห้ง
สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง การคลอดบุตร หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้นมบุตร ยาบางชนิด หรือการระคายเคือง
อาการร่วมที่อาจพบ ปัสสาวะเล็ดหรือรู้สึกหนักบริเวณอุ้งเชิงกราน แสบ ระคายเคือง หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
แนวทางดูแล ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน กายภาพบำบัด หรือรักษาตามสาเหตุ สารหล่อลื่น มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับช่องคลอด หรือการรักษาตามข้อบ่งชี้

บางคนอาจมีทั้งสองภาวะพร้อมกัน จึงควรประเมินให้ชัดเจนก่อนเลือกวิธีรักษา

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับช่องคลอดหลวมที่ควรรู้

ความเชื่อที่ 1: มีเพศสัมพันธ์บ่อยทำให้ช่องคลอดหลวมถาวร

ข้อเท็จจริง: ช่องคลอดมีความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้ช่องคลอดหลวมถาวรโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอาจเกี่ยวข้องกับความตื่นตัวทางเพศ ความชุ่มชื้น กล้ามเนื้อ และปัจจัยอื่น ๆ

ความเชื่อที่ 2: ผู้หญิงที่คลอดธรรมชาติทุกคนต้องมีช่องคลอดหลวม

ข้อเท็จจริง: การคลอดทางช่องคลอดอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ แต่ระดับการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละคน ผู้หญิงบางคนฟื้นตัวได้ดี ขณะที่บางคนอาจมีอาการที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม

ความเชื่อที่ 3: ยิ่งขมิบมาก ช่องคลอดยิ่งกระชับเร็ว

ข้อเท็จจริง: การฝึกที่ถูกต้องต้องประกอบด้วยทั้งการเกร็งและการคลายกล้ามเนื้อ การเกร็งมากเกินไปหรือฝึกไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดอาการไม่สบายได้

ความเชื่อที่ 4: ต้องผ่าตัดรีแพร์เท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาได้

ข้อเท็จจริง: แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผู้ที่มีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงอาจได้รับประโยชน์จากการฝึกกล้ามเนื้อหรือกายภาพบำบัด ส่วนการผ่าตัดเหมาะกับผู้ที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะบางกรณี

ความเชื่อที่ 5: ช่องคลอดหลวมหมายถึงสุขภาพทางเพศไม่ดี

ข้อเท็จจริง: ความพึงพอใจทางเพศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสุขภาพร่างกาย ความรู้สึก ความสัมพันธ์ ความตื่นตัวทางเพศ และความสบายขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถตัดสินจากความกระชับเพียงอย่างเดียว

บทความอื่นๆ

WINDS Hospital

ตัดหนังหน้าท้องกับการดูดไขมัน VASER ต่างกันอย่างไร?

หน้าท้องเป็นบริเวณที่หลายคนกังวลเรื่องไขมันสะสมและผิวหนังหย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังคลอดบุตร หลังลดน้ำหนัก หรือเมื่ออายุมากขึ้น

Read More »