ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด จำเป็นต้องทำรีแพร์หรือไม่? รู้จักสาเหตุ วิธีรักษา และแนวทางฟื้นฟู

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด จำเป็นต้องทำรีแพร์หรือไม่? เป็นคำถามที่คุณแม่หลังคลอดหลายคนสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่คลอดธรรมชาติแล้วพบว่าตนเองมีปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของหนัก ทั้งที่ก่อนตั้งครรภ์ไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อน อาการปัสสาวะเล็ดหลังคลอดอาจเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรงหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร แต่ก็อาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ความผิดปกติของการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรือภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

สิ่งสำคัญคือ ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดไม่ได้หมายความว่าช่องคลอดหลวมหรือจำเป็นต้องผ่าตัดรีแพร์เสมอไป เพราะการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของปัสสาวะเล็ด สาเหตุ และความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร การฝึกขมิบช่องคลอดช่วยได้จริงหรือไม่ และกรณีใดที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด คืออะไร?

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด (Postpartum Urinary Incontinence) คือภาวะที่มีปัสสาวะไหลออกมาโดยไม่ตั้งใจหลังจากการคลอดบุตร อาจเกิดขึ้นทันทีหลังคลอดหรือปรากฏในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัว

อาการนี้พบได้ในผู้หญิงหลังคลอดทั้งทางช่องคลอดและการผ่าคลอด แม้ว่าความเสี่ยงและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

ระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักของมดลูกที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดแรงกดต่อกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ขณะเดียวกัน ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็อาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

เมื่อเข้าสู่กระบวนการคลอด กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณอุ้งเชิงกรานอาจได้รับแรงยืดหรือการบาดเจ็บ ทำให้การควบคุมปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไปในคุณแม่บางคน

อย่างไรก็ตาม คุณแม่จำนวนหนึ่งมีอาการดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นตัว ขณะที่บางคนอาจต้องได้รับการฝึกกล้ามเนื้อหรือการรักษาเพิ่มเติม

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดเกิดจากอะไร? รวม 5 สาเหตุสำคัญ

1. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Muscles) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณฐานของอุ้งเชิงกราน มีหน้าที่ช่วยพยุงกระเพาะปัสสาวะ มดลูก และอวัยวะภายในอื่น ๆ รวมถึงช่วยควบคุมการขับถ่าย

ระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ต้องรับแรงกดและยืดตัวมากขึ้น จึงอาจอ่อนแรงหรือควบคุมการทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม

เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถช่วยพยุงและควบคุมการทำงานของทางเดินปัสสาวะได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัสสาวะเล็ดเมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างอาการที่พบได้ ได้แก่

  • ปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม
  • ปัสสาวะเล็ดขณะหัวเราะ
  • ปัสสาวะเล็ดขณะวิ่งหรือออกกำลังกาย
  • ปัสสาวะเล็ดขณะยกของหนัก

อาการลักษณะนี้อาจเข้ากับภาวะปัสสาวะเล็ดจากแรงดัน (Stress Urinary Incontinence)

2. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทระหว่างคลอด

การคลอดทางช่องคลอดอาจทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานยืดตัวอย่างมาก ในบางรายอาจเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปัสสาวะ

ความเสี่ยงอาจแตกต่างกันตามลักษณะการคลอด การใช้เครื่องมือช่วยคลอด และประวัติการบาดเจ็บระหว่างคลอด

หากกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปัสสาวะได้รับผลกระทบ อาจทำให้คุณแม่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดหลังคลอดได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่คลอดธรรมชาติจะเกิดการบาดเจ็บในลักษณะนี้ และการมีปัสสาวะเล็ดก็ไม่ได้ยืนยันว่ามีความเสียหายของเส้นประสาทเสมอไป

3. กระเพาะปัสสาวะไวเกิน

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดบางรายอาจเกิดร่วมกับภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวดปัสสาวะอย่างเร่งด่วนและควบคุมได้ยาก

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ปวดปัสสาวะกะทันหัน
  • รู้สึกต้องเข้าห้องน้ำทันที
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
  • ปัสสาวะเล็ดก่อนเข้าห้องน้ำทัน

อาการประเภทนี้แตกต่างจากปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม แม้ว่าผู้หญิงบางคนอาจมีอาการทั้งสองชนิดร่วมกันได้

ดังนั้น การรักษาจึงต้องพิจารณาจากลักษณะอาการ ไม่ใช่ใช้วิธีรีแพร์ช่องคลอดเพียงอย่างเดียว

4. ภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

ภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse) เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอหรือได้รับความเสียหาย จนอวัยวะบางส่วนเคลื่อนต่ำลงมาในช่องคลอด

อาการที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่

  • รู้สึกหนักหรือถ่วงบริเวณช่องคลอด
  • รู้สึกเหมือนมีก้อนนูนบริเวณปากช่องคลอด
  • ปัสสาวะลำบากหรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • มีปัญหาปัสสาวะเล็ดหรือการขับถ่ายผิดปกติ

ภาวะนี้อาจเกิดร่วมกับปัญหาการควบคุมปัสสาวะ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีปัสสาวะเล็ดทุกคนจะมีภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

หากสงสัยว่ามีภาวะดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจจากสูตินรีแพทย์เพื่อประเมินความผิดปกติและระดับความรุนแรง

5. ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการควบคุมปัสสาวะ

นอกจากการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตรแล้ว ปัจจัยอื่นก็อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาปัสสาวะเล็ด เช่น

  • น้ำหนักตัวมาก
  • ท้องผูกเรื้อรังและการเบ่งถ่ายบ่อย
  • อาการไอเรื้อรัง
  • ประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตรหลายครั้ง
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • โรคประจำตัวหรือยาบางชนิด

หากมีอาการปัสสาวะเล็ดหลังคลอด ควรประเมินสาเหตุให้ชัดเจนก่อนเลือกวิธีรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ตรงกับปัญหา

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด จำเป็นต้องทำรีแพร์หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องทำรีแพร์ทุกคน

การผ่าตัดรีแพร์ช่องคลอดเป็นการผ่าตัดที่มุ่งแก้ไขความผิดปกติของเนื้อเยื่อหรือโครงสร้างบริเวณช่องคลอดตามข้อบ่งชี้ แต่ไม่ได้เป็นการรักษาหลักสำหรับปัสสาวะเล็ดหลังคลอดทุกประเภท

หากอาการเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือกายภาพบำบัดเฉพาะทางมักเป็นแนวทางเริ่มต้นที่เหมาะสมกว่า

ในทางกลับกัน หากมีความผิดปกติของอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือมีภาวะปัสสาวะเล็ดที่ไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกการรักษาอื่นตามสาเหตุที่ตรวจพบ

กรณีที่ 1: ปัสสาวะเล็ดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง

หากปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หัวเราะ หรือออกกำลังกาย และตรวจพบว่ากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี

แนวทางนี้อาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้อ รวมถึงลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ในผู้หญิงบางกลุ่ม

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรีบผ่าตัดรีแพร์เพียงเพราะมีปัสสาวะเล็ดหลังคลอด

กรณีที่ 2: ปัสสาวะเล็ดร่วมกับภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

หากมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมกับความรู้สึกหนักบริเวณช่องคลอดหรือมีก้อนนูน แพทย์จะประเมินว่ามีภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนหรือไม่

การรักษาอาจประกอบด้วยการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การใช้อุปกรณ์พยุงอวัยวะในช่องคลอด หรือการผ่าตัดในผู้ที่มีข้อบ่งชี้

การผ่าตัดซ่อมแซมช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานไม่ได้เหมาะกับทุกคน และต้องเลือกวิธีให้สอดคล้องกับตำแหน่งและระดับความผิดปกติ

กรณีที่ 3: ปัสสาวะเล็ดต่อเนื่องแม้ได้รับการดูแลแล้ว

หากอาการยังคงอยู่แม้ผ่านช่วงฟื้นตัวหลังคลอดและได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

ในผู้ที่มีภาวะปัสสาวะเล็ดจากแรงดันและมีอาการรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การผ่าตัดรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการตรวจ ความรุนแรงของอาการ และความต้องการของผู้ป่วย

ข้อควรรู้: การผ่าตัดรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดไม่ใช่สิ่งเดียวกับการผ่าตัดรีแพร์ช่องคลอดทั่วไป จึงควรได้รับการวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจรักษา

วิธีรักษาปัสสาวะเล็ดหลังคลอด มีอะไรบ้าง?

แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของปัสสาวะเล็ด ความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาหลังคลอด โดยมีทางเลือกสำคัญดังนี้

1. ฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise)

การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นวิธีที่มีหลักฐานสนับสนุนในการช่วยรักษาอาการปัสสาวะเล็ดจากแรงดัน โดยเฉพาะเมื่อฝึกอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ

วิธีฝึกเบื้องต้น

  1. นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย
  2. เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดและรอบทวารหนักคล้ายกับการกลั้นลมหรือกลั้นปัสสาวะ
  3. พยายามไม่เกร็งหน้าท้อง ก้น หรือต้นขามากเกินไป
  4. เกร็งค้างประมาณ 3 วินาที
  5. คลายกล้ามเนื้อเต็มที่ประมาณ 3 วินาที
  6. ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง หากไม่รู้สึกเจ็บหรือไม่สบาย

เมื่อควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น อาจค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาการเกร็งตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

การฝึกต้องทำทั้งช่วงเกร็งและช่วงคลายกล้ามเนื้อ ไม่ควรหยุดปัสสาวะกลางสายเป็นประจำเพื่อใช้ฝึก

หากมีอาการเจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือรู้สึกว่ากล้ามเนื้อคลายตัวได้ยาก ควรได้รับการประเมินก่อน เพราะบางคนอาจมีกล้ามเนื้อตึงตัวมากเกินไปแทนที่จะอ่อนแรง

2. กายภาพบำบัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

การทำกายภาพบำบัดเฉพาะทางเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดหลังคลอด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่แน่ใจว่าขมิบกล้ามเนื้อได้ถูกต้องหรือฝึกด้วยตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อก่อนวางแผนฝึก ซึ่งอาจรวมถึงการเพิ่มความแข็งแรง การประสานงานของกล้ามเนื้อ และการฝึกคลายกล้ามเนื้อในกรณีที่มีความตึงตัวมากเกินไป

การดูแลอย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ป่วยฝึกได้ตรงกับปัญหาของตนเองมากขึ้น

3. ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การปรับพฤติกรรมอาจช่วยลดอาการในผู้หญิงบางราย โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยที่กระตุ้นอาการร่วมด้วย

ตัวอย่างแนวทางดูแล ได้แก่

  • ดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ลดน้ำดื่มมากเกินไป
  • ลดการดื่มคาเฟอีนหากพบว่ากระตุ้นอาการปวดปัสสาวะ
  • ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับเหมาะสม
  • ป้องกันอาการท้องผูก
  • ฝึกขับถ่ายเป็นเวลาในผู้ที่มีอาการปวดปัสสาวะเร่งด่วนตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  • ค่อย ๆ กลับมาออกกำลังกายหลังคลอดตามความพร้อมของร่างกาย

หากมีอาการปัสสาวะเล็ดต่อเนื่อง ไม่ควรพึ่งการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้ารับการประเมินเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสม

4. ใช้อุปกรณ์พยุงอวัยวะในช่องคลอดในกรณีที่มีข้อบ่งชี้

ในผู้หญิงบางรายที่มีภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน แพทย์อาจแนะนำอุปกรณ์พยุงอวัยวะในช่องคลอด หรือ Vaginal Pessary

อุปกรณ์ชนิดนี้ช่วยพยุงโครงสร้างภายในช่องคลอด และอาจช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนในผู้ป่วยบางราย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใช้รักษาปัสสาวะเล็ดได้ทุกประเภท และจำเป็นต้องได้รับการเลือกขนาด การใส่ และการติดตามดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์

5. การรักษาด้วยยาและการผ่าตัดตามสาเหตุ

หากปัสสาวะเล็ดเกิดจากภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน แพทย์อาจพิจารณาการปรับพฤติกรรม การฝึกกระเพาะปัสสาวะ หรือการใช้ยาในผู้ที่มีข้อบ่งชี้

สำหรับผู้ที่มีภาวะปัสสาวะเล็ดจากแรงดันและอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด อาจพิจารณาการผ่าตัดรักษาเฉพาะทาง

การผ่าตัดแต่ละชนิดมีประโยชน์และความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยและพูดคุยถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังกับแพทย์ก่อนเสมอ

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอด ควรรอนานแค่ไหนก่อนรักษา?

หลังคลอด ร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน คุณแม่บางคนอาจมีอาการดีขึ้นเองในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนแรก

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงหรือรอหลายเดือนก่อนเข้ารับคำปรึกษา หากปัสสาวะเล็ดเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อชีวิตประจำวัน สามารถพบแพทย์เพื่อประเมินได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ

แนวทางเบื้องต้น ได้แก่

  • หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจเริ่มดูแลและฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม
  • หากไม่แน่ใจว่าฝึกกล้ามเนื้อถูกต้องหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกราน
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
  • หากมีไข้ ปัสสาวะแสบขัดร่วมกับอาการป่วย ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะไม่ออก ควรรับการตรวจโดยเร็ว

ไม่ควรรีบตัดสินใจผ่าตัดในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหากไม่มีข้อบ่งชี้เร่งด่วน แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังโดยไม่ประเมินสาเหตุ

ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดกับช่องคลอดไม่กระชับ เป็นปัญหาเดียวกันหรือไม่?

แม้ทั้งสองปัญหาอาจเกิดร่วมกันได้ แต่ ปัสสาวะเล็ดหลังคลอดกับช่องคลอดไม่กระชับไม่ใช่ปัญหาเดียวกัน

ปัสสาวะเล็ดเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการควบคุมปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง การทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรือปัจจัยอื่น

ส่วนความรู้สึกว่าช่องคลอดไม่กระชับอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอด การบาดเจ็บจากการคลอด หรือการรับรู้ความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์

ดังนั้น หากมีทั้งปัสสาวะเล็ดและความรู้สึกว่าช่องคลอดไม่กระชับ ควรประเมินปัญหาแต่ละด้านแยกกัน เพื่อให้สามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม

การผ่าตัดรีแพร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัสสาวะเล็ดได้ หากสาเหตุหลักมาจากการทำงานของกระเพาะปัสสาวะหรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง

บทความอื่นๆ

WINDS Hospital

ตัดหนังหน้าท้องกับการดูดไขมัน VASER ต่างกันอย่างไร?

หน้าท้องเป็นบริเวณที่หลายคนกังวลเรื่องไขมันสะสมและผิวหนังหย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังคลอดบุตร หลังลดน้ำหนัก หรือเมื่ออายุมากขึ้น

Read More »