หนังตาตก หรือภาวะที่เปลือกตาบนตกต่ำกว่าปกติ เป็นปัญหาที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น ความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตา เส้นประสาท หรือโครงสร้างของเปลือกตา บางพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอาจเพิ่มการระคายเคืองหรือทำให้ผิวรอบดวงตาดูหย่อนคล้อยมากขึ้น
แม้จะไม่สามารถป้องกันหนังตาตกได้ทุกกรณี แต่การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิวและดวงตา ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยดูแลสุขภาพรอบดวงตาในระยะยาว
หนังตาตกเกิดจากอะไร?
ก่อนจะรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใด สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่า หนังตาตกไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว
สาเหตุที่พบได้ เช่น
- การเปลี่ยนแปลงของเปลือกตาตามอายุ
- กล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตาอ่อนแรงหรือทำงานผิดปกติ
- เส้นประสาทที่ควบคุมการเปิดเปลือกตามีความผิดปกติ
- การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณเปลือกตา
- ความผิดปกติของโครงสร้างเปลือกตา
- หนังตาตกตั้งแต่กำเนิด
- โรคบางชนิดที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท
ดังนั้น การดูแลตัวเองสามารถช่วยลดปัจจัยที่ทำร้ายผิวและเปลือกตาได้ แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะป้องกันภาวะหนังตาตกได้ทั้งหมด
7 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากให้รอบดวงตาดูหย่อนคล้อยเร็ว
1. ขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ
การขยี้ตาเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีอาการคันตาหรือภูมิแพ้แล้วเผลอขยี้ตาบ่อย ๆ
การถูหรือขยี้บริเวณรอบดวงตาแรง ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำร้ายผิวที่บอบบางบริเวณเปลือกตาได้
หากมีอาการคันตา ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือถูโดยตรง และหาสาเหตุของอาการเพื่อดูแลอย่างเหมาะสม
2. เช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตาแรงเกินไป
ผิวรอบดวงตามีความบอบบาง การเช็ดเครื่องสำอางด้วยแรงมากหรือดึงผิวเปลือกตาซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางที่เหมาะกับรอบดวงตา และเช็ดอย่างเบามือโดยไม่ดึงหรือถูผิวแรง ๆ
3. ละเลยการปกป้องดวงตาจากแสงแดด
รังสี UV สามารถมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังและเร่งการเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัยได้
การป้องกันจึงควรทำเป็นประจำ เช่น สวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับบริเวณรอบดวงตาและผิวหน้า
4. สูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม รวมถึงเกี่ยวข้องกับการเกิดความเสียหายของผิวหนังและการเสื่อมของคอลลาเจน
หากต้องการดูแลผิวและสุขภาพรอบดวงตาในระยะยาว การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่จึงเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ควรให้ความสำคัญ
5. ใช้สายตาหนักโดยไม่พัก
การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของหนังตาตก แต่สามารถทำให้เกิดอาการตาล้า ตาแห้ง หรือไม่สบายตาได้
หากต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ และดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
6. ฝืนเลิกคิ้วหรือขมวดหน้าจนเป็นนิสัย
บางคนที่มีหนังตาหนักหรือเริ่มมีเปลือกตาตก อาจเผลอเลิกคิ้วเพื่อช่วยเปิดตาให้กว้างขึ้น
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของหนังตาตก แต่หากทำเป็นประจำอาจทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผากและรอบดวงตาได้
หากรู้สึกว่าต้องเลิกคิ้วเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุของหนังตาหนักหรือหนังตาตกมากกว่าพยายามแก้ด้วยการฝืนกล้ามเนื้อใบหน้า
7. ปล่อยให้อาการผิดปกติของเปลือกตาเป็นเวลานาน
หากพบว่าหนังตาข้างหนึ่งเริ่มตกลงมา หรือระดับเปลือกตาสองข้างเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงเรื่องความสวยงามเสมอไป
โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการเกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
นอกจากพฤติกรรม ควรดูแลรอบดวงตาอย่างไร?
การดูแลรอบดวงตาในชีวิตประจำวันสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
ปกป้องผิวจากแสงแดด
สวมแว่นกันแดดและใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
หากมีอาการคันหรือระคายเคืองตาเป็นประจำ ควรหาสาเหตุแทนการขยี้ตา
ดูแลสุขภาพโดยรวม
รับประทานอาหารที่หลากหลาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
พักสายตาเมื่อใช้หน้าจอนาน
ช่วยลดอาการล้าหรือไม่สบายตาจากการใช้สายตาต่อเนื่อง
ตรวจเมื่อมีความผิดปกติ
หากหนังตาตกมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจ
หนังตาตกกับหนังตาหย่อนเหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด
หนังตาหย่อนมักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกตาตามวัย ขณะที่หนังตาตก (ptosis) หมายถึงตำแหน่งของขอบเปลือกตาบนที่ต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือโครงสร้างอื่น ๆ
ทั้งสองภาวะสามารถเกิดพร้อมกันได้ จึงควรประเมินให้ชัดเจนก่อนเลือกวิธีแก้ไข
เมื่อไรควรพบแพทย์เรื่องหนังตาตก?
ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการ เช่น
- หนังตาตกลงมาจนบดบังการมองเห็น
- หนังตาสองข้างสูงไม่เท่ากันมากขึ้น
- ต้องเลิกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อช่วยมอง
- มีอาการเห็นภาพซ้อน
- การเคลื่อนไหวของดวงตาผิดปกติ
- หนังตาตกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีอาการปวดศีรษะหรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
โดยเฉพาะ หนังตาตกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากอายุหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หากหนังตาตกแล้ว สามารถแก้ไขได้หรือไม่?
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรง หากเป็นหนังตาตกจากโครงสร้าง กล้ามเนื้อ หรือสาเหตุอื่น แพทย์จะประเมินแนวทางที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
ในบางกรณีอาจพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขหนังตาตกเพื่อช่วยยกตำแหน่งเปลือกตาและปรับการทำงานของเปลือกตา แต่ควรตรวจประเมินก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด
ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็น กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือหนังตาตก ไม่ควรเลือกวิธีรักษาจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว
สรุป พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากหนังตาตก
แม้หนังตาตกจะไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว แต่การดูแลรอบดวงตาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดการระคายเคืองและช่วยดูแลสุขภาพผิวโดยรวมได้
สิ่งที่ควรทำเป็นประจำคือ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ ไม่เช็ดเครื่องสำอางรุนแรง ป้องกันแสงแดด งดสูบบุหรี่ พักสายตา และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเปลือกตา
หากพบว่าหนังตาตกมากขึ้น ชั้นตาไม่เท่ากัน หรือเริ่มมีผลต่อการมองเห็น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้เลือกแนวทางดูแลหรือรักษาได้เหมาะสมมากที่สุด


